Perfil de m e a n♪Oº°‘¨La Notte dei musei...FotosBlogListasMás ![]() | Ayuda |
|
♪Oº°‘¨La Notte dei musei¨‘°ºO~Don't cry over spilled milk~ 18 abril ควันจางๆในยุคที่สเปซไม่รุ่งเรืองเหมือนเมื่อ 2 ปีก่อน
เนื่องจากมีไฮไฟว์มาแทนที่แล้ว แต่เราก็ยังอยากกลับมาใช้
เพราะมันสามารถเขียนได้ยาวๆ หลายบรรทัดดี
และก็ไม่ต้องยุ่งยากมากมายในเรื่องการจัดตำแหน่งตัวอักษรให้เข้าที่เข้าทาง
เท่านี้เราก็สามารถระบายอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้แล้ว
มาเริ่มกันเลยดีกว่าเนาะ..
จะว่าไปก็เป็นเวลาล่วงเลยมา ปีกว่าๆแล้วที่เรายังคงไม่มีเป้าหมายในการใช้ชีวิต
คำถามก็คือ "เราใช้เวลาไปกับอะไรเล่า" ประโยคเดิมๆที่ค้างคาอยู่ในสมองเริ่มหลั่งออกมาอีกครั้ง
"เรามันไม่ได้เรื่อง ขี้เกียจ ทำอะไรก็ไม่ได้ดีสักที ทำไมคนอื่นถึงดีกว่าเราเยอะแยะวะ"
สุดท้ายมันก็จบลงที่การโทษตัวเองนั่นแหละ ก็เป็นแบบนี้ทุกครั้ง จึงเกิดภาวะความไม่มั่นใจในตัวเองตลอดมา
แต่เมื่อลองมองตัวเองใหม่ ไอ้ที่เราคิดว่าไม่มีอะไรดีขึ้น
มันกลับไม่เป็นจริงเช่นนั้น เพราะทุกอย่างที่เราได้เคยลองทำ
เมื่อเวลาผ่านพ้นไป ก็จะพิสูจน์ให้เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่จะมากน้อยนั้น
ขึ้นอยู่กับความขยันของเรา ที่บอกว่าเห็นคนอื่นดีกว่า เพราะเรา
เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา นั่นทำให้ความรู้สึกของตัวเองแย่ลง
ดังนั้นเราจึงต้องตั้งเป้าของตัวเองให้ชัดเจน เล็งเป้าหมาไว้ให้มั่น
แล้วสาวเท้ายาวๆของเราก้าวออกไปข้างหน้า เพื่อไปให้ถึงฝัน
ระหว่างทางมีคนบอกว่า "ถ้าเราไม่มีระหว่างทาง เราก็ไม่มีจุดหมาย เพราะทั้งสองอย่างเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันเสมอ"
จากนั่งรถไฟไปตู้เย็น - นิ้วกลม เราก็เห็นด้วยว่าระหว่างทางนั้นก้สำคัญไม่แพ้กัน
สิ่งที่เราเลือกรับมานั้นมีส่วนสำคัญมากในการตัดสินว่าตัวเราจะเลือกไปทางไหน
คนเรามักพูดว่าตัวเรามีสองทาง คือ ดีกับชั่ว แต่แบบไหนที่เรียกว่า "ดี" แบบไหนที่เรียกว่า "ชั่ว"
ในสถานการณ์เดียวกัน คนเราตัดสินใจไม่เหมือนกัน บางคนใช้อำนาจ บางคนเลือกที่จะสละมัน
มนุษย์มองยาก ไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นอยู่มีตัวตน ภายนอกนี้มันจะใช่เนื่อแท้จริงๆหรือเปล่า
เบื้องลึกลงไปในจิตใจของแต่ละคนอาจจะมีความเลวร้ายซ่อนอยู่ก็เป็นได้
เป็นไปได้หรือเปล่าว่าบางครั้งหน้าตาท่าทางการพูดจาแสดงออกในสังคม
กับตัวตนที่แท้จริงของบุคคลเป็นสิ่งที่แตกต่างกัน บางครั้งตรงกันข้าม
หมายความว่าทุกวันนี้มนุษย์ใส่หน้ากากเข้าหากันตลอดเวลาหรือ
เรามีชีวิตในสังคมเพื่ออะไรกัน เพื่อความอยู่รอดของตัวเองเท่านั้นใช่ไหม
เป็นคำถามที่ค้างคาใจของเราว่า แล้วเมื่อไหร่เราจะได้รับรู้โลกที่แท้จริงของคนอื่นๆบ้าง
เราจะไว้ใจคนอื่นได้อย่างไร ในเมื่อสังคมก็มีคนหลายประเภท แต่ประเภทไหนที่เป็นคนที่เราจะไว้ใจได้
น่าคบเป็นเพื่อน ไม่เอาเปรียบเรา ไม่เห็นแก่ตัว ทำอะไรเพื่อส่วนรวมมากว่าตัวเองบ้าง
ถึงกระนั้นตัวเราเองก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องแบบนี้เช่นกัน จะเอาอะไรมากเล่าในเมื่อใจเขาเขาควบคุม
ตัวเราเองบางครั้งก็ยังควบคุมได้ยาก ก็อย่าไปหวังว่าจะให้เขามาเข้าใจเรามากเท่าที่เรารู้จักตัวเองเลย
ปิดเทอมนี้เราก็มีเป้าหมายให้ตัวเองนะ อยากดูหนัง วาดภาพ อ่านหนังสือ ไปเที่ยว
จริงๆชีวิตก็มีอะไรสนุกๆให้ทำเยอะนะ แต่ขึ้นอยู่กับตัวเราเองจะหาอะไรทำให้กับชีวิตบ้าง
อืมม..อยากออกไปรับรู้อะไรใหม่ๆ อะไรๆที่ทำให้เราสบายใจ หนีจากโลกที่น่าเบื่อและวุ่นวายนี้
ไปหาความหมายให้กับชีวิต คนเราเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่ ก็เพราะชีวิตมันวุ่นวายนั่นแหละ
เราก็เลยอยากอยู่แต่ในโลกของตัวเอง ที่ที่ท้องฟ้าจะสดใส ทุ่งหญ้าจะเขียวขจี และมีลมพัดเย็นสบายตลอดไป
เราอยากจะนั่งอยู่ตรงนั้นให้เนิ่นนาน หน้าบ้านสีฟ้า-ขาว ใต้แดดอ่อนๆ มองเห็นทุ่งหญ้าไกลออกไปสุดสายตา
และถ้ามีหมาน้อยนั่งเป็นเพื่อนสักตัวก็คงจะดี ใช่ไหม เจ้าหมา โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง 555+
05 noviembre ณ ธรรมศาสตร์ผ่านไปแล้วสำหรับเทอมแรกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้เรียนรู้อะไรหลายางจากที่นี่...ความสุขเกิดขึ้นได้ใกล้ๆตัวเรา
มีความสุขกับเสียงดนตรี และการสัปหงกในห้องเรียน เหอะๆ
(อันหลังอย่าลอกเลียนแบบ)
มิตรภาพดีๆ เกิดขึ้นที่นี่ ในรูปแบบของเพื่อนที่แสนดี ละพี่ผู้โอบอ้อมอารี
สังคมกว้างขึ้น คนก็มากหน้าหลายตา ต่างคนต่างความคิด ต่างมุมมอง แต่อยู่ในรั้วสถาบันเดียวกัน
ตลาดนัดทุกจันทร์ และพฤหัส ให้เดินหาของกิน ของใช้แก้เบื่อได้บ้าง
ทุกเช้าอาหารหลักของเราอยู่ที่โรงอาหารกลาง ก่อนจะเดินทางไปเอสซี เรียนในห้องแอร์เย็นฉ่ำ
หาวแล้วก็หาวอีก เย็นๆ เราอาจนั่งโต้รุ่ง หรือควบเอ็นจีวีคู่ใจไปปาร์ค ลิ้มลองรสชาติอาหารที่แปลกๆไปบ้าง
เวลาแก้เซ็ง เรามักเดินเล่น กินลมชมจันทร์ ลมพัดเอื่อยๆ ได้บรรยากาศดีซะจริง
เวลาไม่มีไรทำ ก็ไปหอป๋วย ดูหนัง ฟังเพลง เล่นคอมฯ อ่านหนังสือไป
เพื่อนที่คณะก็เฮฮา หรรษากันได้
มีอะไรก็เม้าท์กันกระจายไป เราพูดไม่ทันก็ฟังเพื่อนพูดกัน
ก็ฮาดี ในกลุ่มมีเพื่อนเป็นดารา มีพอลล่า แพนเค้ก พีท ทองเจือ แอม เสาวลักษณ์
พี่ที่คณะมีคนนึงหน้าเหมือนเกษตรกร อย่างฮา แต่ทุกคนก็รักๆๆ มีอีกคน
อยู่ท่าพระจันทร์ เป็นปังคุงง พูดนิดนึงก็ซึ้งง น้ำตาไหล ถึงกระนั้น
น้องๆก็รักเป็นแฟนคลับเลยทีเดียว ฮี่ๆๆ
แต่ที่ทำให้ชีวิตมีสีสันมากที่สุดเห็นจะเป็น "โฟล์ค"
รักมากก็ทุ่มมาก รักน้อยแต่ก็ขอให้รักนานๆ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับใจ
ใจที่ให้กับชุมนุมนี้ แค่เห็นหน้าเพื่อนๆพี่ๆในโฟล์คก็มีความสุขแล้ว
เรียกได้ว่า โฟล์คเป็นสิ่งที่หัวใจของเราเรียกร้องตลอดเวลา
555+ เว่อร์ แต่จริงจังและจริงใจ ไม่เหมือน..........
ตั้งต่เวิร์คช็อป โชว์ที่เธียเตอร์ และบร.1 จนกระทั่ง
ดิโอเวอร์เจอร์ และล่าสุดกับลานโฟล์ค เอเอ็ม พีเอ็ม
ฝนเทกระจาดลงมาก็ยังสนุกได้ เพราะเรามีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเป็นโฟล์ค
หัวใจของทุกคนที่รักในเสียงดนตรีไงเล่า และประโยคเดิมที่ใครสักคนในชุมนุมพูดไว้
ก็หวนมาให้นึกถึงและย้ำถึงความเป็นเด็กโฟล์คของพวกเราอีกครั้ง
"ขอบคุณเสียงดนตรีที่พาให้พวกเราได้มาพบกัน"
TU Folksong ~*
07 julio ^v^วันนี้เลขสวยเนอะ 7/7/07 แล้วก็ไม่ได้อัพมาพักนึงละ ตั้งแต่ไปอยู่มหาลัย ตอนนี้มีความสุขมากๆ สุขแบบไม่เคยสุขมาก่อน อิอิ อยู่มธก. ดูทุกคนชิวๆดี
กิจกรรมตั้งแต่มาอยู่ที่นี่
16 พ.ค. 50 วันแรกพบที่คณะ
21-23 พ.ค. 50 ไปรับเพื่อนใหม่มา
28 พ.ค. 50 เปิดเทอม
ที่นี่ชุมนุมเยอะมั่กๆ เราก็อยากเข้าอยู่หลายชุมนุมเลย TU folk song, TU photo, TU band etc. สุดท้ายมาลงเอยที่ชุมนุม folk song
ได้เล่นดนตรีสมใจเหมือนมีครอบครัวอยู่ที่มหาลัยเลย มันผูกพันธ์กันดี ที่คณะก็สนุกสนานดี เพื่อนๆที่โต๊ะก็เฮฮาปาร์ตี้ ชอบใจตรงที่พี่ๆที่โต๊ะชอบพา
ไปเลี้ยง อิ..อิ ชอบอยู่แล้วได้กินฟรีเนี่ย เดี๋ยว มธก. จะปิดช่วงกีฬามหาลัยโลก (Universiade 2007) ได้หยุดเดือนนึงเลย เย้เย้
แต่ตอนนี้ ศึกหนักรออยู่ ต้องสอบๆๆ และสอบ แอบเครียด ยังไม่ได้อ่านหนังสือเลยอ่า!! ^^"
แง่มๆ ยังไงก็สู้เต็มที่ ทุกคนเป็นไงกันบ้างน้า ขอให้โชคดีนะ คิดถึงทุกคนเลย ไปละ แวะมาเขียนเล่นๆ...$\%/@
25 mayo ทิ้งทวน (เล่มเบอเริ่ม)ชีวิตมหา'ลัย กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันแล้ว เวลามันช่างผ่านไปเร็วซะจริง เมื่อเดือนก่อนมีคนมาแท็กเราให้เล่าเรื่องหน้าแตกในสเปซ โดนแท็กมาแล้ว ทำไงได้เนอะ เล่าเลยแล้วกัน อนุญาตให้หัวเราะได้ 555
- ช่วงประถม มีครั้งนึงไปซื้อของที่ซุปเปอร์ใกล้บ้านกับแม่ ตอนนั้นยังตัวเล็กๆอยู่เลย ก็เดินไปเดินมาแถวล็อคที่มีแต่ของขบเคี้ยว ขนม ช็อกโกแลต พอหยิบมาจะซื้อ หันไปหาแม่ไม่เจอ กำ!@^#@* เลยเดินหา หาไปหามา อ่า เจอแม่แล้ววว เดินเข้าไปเขย่าชายเสื้อ แม่ๆไปไหนมา หนูหาตั้งนาน ผู้หญิงคนนั้นก้มลงมามองด้วยความตกใจ แล้วพูดกับเราว่า หาแม่ไม่เจอเหรอ เดี๋ยวพี่ช่วยหาให้มั้ย แง่ว^#*@$ หน้าแตกเป็นเสี่ยงๆ นั่นน่าจะเป็นครั้งแรกเท่าที่จำได้ ว่าหน้าแตกซะแล้ววอ่า
แล้วพี่เค้าก็ใจดีพาไปหาแม่เรา
- เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เราไปซื้อนาฬิกากับอี๊(น้า) เค้ากับเราสนิทกัน ตอนเด็กๆเค้าเลี้ยงมาเลย เราก็ชอบควงแขนอี๊เวลาเดิน วันนั้นขณะกำลังเลือกซื้อนาฬิกา เราก็หันไปดูอะไรสักอย่างนี่ล่ะ จำไม่ได้ แล้วหันกลับมาควงแขนอี๊เหมือนเดิม แต่ที่ไหนได้ไม่ใช่อี๊แล้ว เป็นคุณป้าอ้วนๆยืนอยู่แทน เราก็ยัดมือเข้าไปควงเต็มที่ พอเงยหน้ามา อ่าว กำ////// เค้าตกใจมาก หันมามองถามว่าจะทำไรอ่ะ เราก็บอกขอโทษค่ะ นึกว่าอี๊ เค้าก็บอกว่า เข้าใจผิดว่าเป็นแม่เหรอ
เหอะๆ ไม่ทันสบตารอบสอง เราก็รีบพรวดออกมาทันที โคตรอายเล้ย ขนาดเล่าให้ฟังนี่ยังคิดแล้วคิดอีก อันนี้มันแบบหน้าแตกมากๆอ่ะ ไปควงเค้าด้วย กำ!!
เค้าจะคิดว่าเราเป็นไรมากเปล่าเนี่ย ออกแนวขาดความอบอุ่น เหอะๆ
- ไปเข้าค่ายตอน ม.ต้น คิดว่าทุกคนคงเคยขึ้น ไม่กระดานอันเล็กที่มันจะสูงนิดนึงแล้วขึ้นไปก็ต้องทรงตัวให้ดี เพราะมันจะโยกหน่อยๆ แต่มันก็สูงพอสมควร และอีกแล้วครับท่าน ไอ้มีนก็ไม่ถนัดเรื่องการทรงตัว ผสมกับ เวลาตื่นเต้นขามันจะสั่น พอขึ้นไป รุ่นพี่บอกว่า เราเป็นนักกีฬา คงจะสบายอยู่แล้ว ก้าวไปได้ 3 ก้าว ไม้ก็สั่นอย่างรุนแรงมากๆ เราก็ไม่ไหวแล้ว ปุ๊!! #@^* ดาวขึ้นหัวเลย ตกลงมานั่งข้างล่าง ถลอกปอกเปลือก กำ!! หน้าแตก อายด้วย ฟอร์มนักกีฬาหายหมดเลย เหอะๆ พี่ค้าก็ตกใจ แบบเป็นไรมากเปล่า ไม่ต้องขึ้นแล้วก็ได้ พี่ให้ผ่านเลย เหอะๆ
- ช่วงไปเรียนพิเศษที่ กทม. วันนั้นไปพันธุ์ทิพย์กับเพื่อนๆ แล้วเดินมาขึ้น BTS ที่ราชเทวี รอจนเมื่อยเลยวันนั้น พอ BTS มา ก็มีโทรศัพท์มาพอดี ขึ้นไปบนรถ คนที่โทรมามันไม่ได้ยินเราอ่ะให้พูดเสียงดังหน่อย ตอนนั้นกำลังก้าวขึ้นไปบนรถพอดี พอประตูปิดลง เสียงเราคุยโทรศัพท์ก็ดังเลย เอาอีกแล้ว บน BTS วันนั้น มีพวกพนักงานบริษัทที่เพิ่งทำงานเลิกเยอะเลย เค้าหันมายิ้มให้แล้วก็หัวเราะ เราก็เพิ่งรู้ตัวตอนนั้นล่ะ ว่าพูดซะเสียงดังเชียว กำ!! ไอ้เพื่อนเรามันก็หันมาบอกว่า มีน เราไม่รู้จักกันนะ เหอะๆ เป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ 555
- ไปกินเซเวนเซ่นครั้งแรก แล้วดันเป็นที่สยามอีก พอกินเสร็จจะจ่ายตัง เราก็ไม่ได้ถามใครก่อน แต่กลับเรียกพี่พนักงานที่อยู่โต๊ะใกล้ๆว่า พี่คะ เก็บเงินด้วย เท่านั้นล่ะ ไอ้เพื่อนร่วมโต๊ะ มันรีบบอกว่า เอ้า หมดกัน เค้าให้ไปจ่ายที่แคชเชียร์ โต๊ะข้างๆมันก็มองอ่า เหอะๆ เด็กใหม่อ่า เพิ่งเคยกินนี่หว่า ไม่รู้อ่า กำ %@*^
หน้าแตกอีกแล้ววว
ที่เล่ามานี่ก็เป็นเรื่องหน้าแตกพอหอมปากหอมคอ จริงๆมันก็มีอีกนะ แต่นึกไม่ค่อยออกอ่า เอาเป็นว่า ถ้ามีอีกจะมาเล่าสู่กันฟังแล้วกันเนาะ มาดูเรื่องเราโดนทักว่าเป็นผู้ชายบ้างดีกว่า ฮาๆ อ่ะ เมื่อก่อนไม่เคยมี จนกระทั่งปิดเทอมที่ผ่านมานี่ล่ะ ที่โดนทักว่าเป็นผู้ชายบ่อย คือเค้าไม่มองว่าเราเป็นทอมด้วยนะ คิดว่าเราเป็นผู้ชายเลยอ่า the man กันเลยทีเดียว หุหุ
- ประเดิมด้วยการไปเที่ยวเพื่อปลดปล่อยช่วงปิดเทอม ที่เพชรบูรณ์ ระหว่างการเดินทางก็แวะเข้าห้องน้ำที่ปั๊ม พอเข้าเสร็จก็ออกมากับไอ้มิว ก็ทั้งคู่อ่ะพี่น้องใส่ แบบเสื้อตัวใหญ่ๆ กางเกงขาสั้น พอออกมาจากห้องน้ำ น้องผู้หญิงห้องข้างๆมากับคุณแม่ เธอไม่กล้าออกมาจากห้องน้ำ แล้วพูดกับแม่ว่า แม่คะ ผู้ชายเข้ามาใน
ห้องน้ำหญิงได้ไงอ่าคะ กำ!! น้องเค้าก็มองหน้าเราสองคน แล้วแม่เค้าก็บอกน้องว่าพี่เค้าเป็นผู้หญิงนะ ไม่ใช่ผู้ชาย เอ้อ ยังดีที่แม่มองเราสองคนออก พอล้างมือก็รีบเดินออกมาข้างนอก กลัวน้องไม่กล้าออกมาจากห้องน้ำ 555+ พอออกมาสักพัก น้องเค้าก็เดินออกมาแล้วก็มองเราสองคน เหมือนไม่เข้าใจว่าพี่เค้าเป็นผู้หญิงตรงไหน เหอะๆ น้องจ๋า พี่ออกจะญิ๋งหญิงนะจ๊ะ น้องต้องใช้ใจมองไม่งั้นก็ไม่รู้หรอก อิอิ
- ตลาดแถวบ้านมีเลี้ยงทำบุญตลาด รุ่นพี่มันไปเล่นดนตรี เราก็ไปดูๆอ่า ยืนอยู่หลังเวทีซักพักได้ยินเสียงคนเรียก ไอ้หนุ่มนั่นอะไรน่ะ เลยหันไปมองลุงคนนั้นเพราะรู้สึกว่าแถวนั้นมันก็ไม่เห็นมีผู้ชายยืนอยู่นิหว่า ปรากฎว่าลุงก็เรียกเรานั่นล่ะ กำ!! เค้าก็มองมาที่เรานั่นล่ะ แล้วชี้ไปเหนือหัวเรา แล้วถามอีกว่า นั่นอะไร มีดาวเทียมด้วยรึ คือแกจะแซวว่า ฉาบมันตั้งขึ้นเหมือนดาวเทียม แต่พี่ผู้ชายที่นั่งข้างๆลุงคงรู้ว่าเราไม่ใช่ the boy เค้าก็อมยิ้ม แล้วไม่ได้พูดอะไร คงจะดูทีท่าเราตอบ เราก็กลัวลุงแกหน้าแตก เพราะเคยเจอเรื่องหน้าแตกกับตัวเองมาก็บ่อย แล้วตอนนั้นมันเริ่มมีคนเดินมาหลังเวทีอีก 2-3 คน เราก็พยักหน้าแล้วรีบเดินออกไปเลย กำ!!
- ว่างๆ แนนมันชวนเราไปงานที่เฉลิมฯ เลี้ยง ม.6 เราก็ไปกับมัน แล้วก็ไปนั่งกินโต๊ะเดียวกัน สักพักเพื่อนมันมาจะมานั่งด้วย พอเห็นเราเท่านั้นล่ะ เออ แนนตามสบายนะ แหม พามาก็ไม่บอก กำ!! ไอ้แนนก็รีบปฎิเสธทันควัน แล้ววันก่อนก็ไปซื้อของด้วยกันแล้วเราก็ถือของด้วยไง มันไปเจอรุ่นน้องๆก็มองมันกับเรา ไอ้แนนหันมาบอกว่าชัวร์ มันคิดว่ากรูเป็นแฟนกับเมิง กำ!!-*- ไม่ไหวอ่า เพื่อนกัน เราคงไม่ชอบเพศเดียวกัน แล้วไอ้แนนมันก็เพื่อนกันมาล้านปีเห็นจะได้
- อันนี้หนักๆๆ ไปงานศพย่าที่ราชบุรี ก็ไปช่วยเขาเสิร์ฟน้ำ ข้าวต้ม เราก็ยกถาดเสิร์ฟไปเสิร์ฟมา มีผู้หญิงคนนึงเค้าเรียก ลูกขอน้ำหน่อย ผู้ชายที่นั่งข้างๆ ก็นึกว่าเราเป็นลูกผู้หญิงคนนั้น กำ!! แต่เค้าคงแซวเล่นอ่ะ แล้วผู้ชายเค้าก็พูดต่อว่า อย่างนี้ปีหน้าก็บวชได้แล้วสิ ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เค้าจะให้กรูไปบวช โอ้ว! แม่จ้าว ผู้หญิงคนนั้นรีบบอกว่านี่ลูกพี่จันทร์(พ่อเรา) อิอิ ผู้ชายบอก อ๋อ ลูกชายพี่จันทร์ ผู้หญิงเค้าก็รีบแก้ให้ ไม่ใช่ ลูกสาว ผู้ชายคนนั้นถึงกับ ฮะ ลูกสาวเหรอเนี่ย
มองหน้าเราด้วยความสงสัย ผู้หญิงคนนั้นเค้าก็ยืนยันอีกที ว่า"ใช่" เออ เราก็ทำตัวไม่ถูกเลย รีบเดินออกมา แอบขำอยู่ว่ามองไม่ออกขนาดนั้นเลยเหรอว่าเป็นผู้หญิงอ่ะ กำ!! แล้วตอนกลับเค้าก็มองเราอีกที มองแบบไม่เชื่ออ่า เฮ้อ! ผู้ชาย(ลุง) คนนั้นเค้าก็มีหนวดอ่ะ แบบแมนๆเลย แต่กลับมองผู้หญิงไม่ออก จริงดิ?
เราเหมือนขนาดนั้นเลยเหรอวะ เออ แล้วที่งานนั้นมันมีผู้ชายหน้าตาดีอีกคน ตอนแรกไม่ได้สังเกตอะไรมาก พอสักพักก็ดูออกว่าเป็นเกย์ กลิ่นน้ำหอมหึ่งอ่ะ แต่เค้าก็หน้าตาดี แล้วมองมาที่เราโคตรบ่อย คือวันนั้นรู้สึกเหมือนถูกมอง หรือคิดมากไปเองก็ไม่รู้ อ่านะ ถ้ามันมองเราเป็นผู้ชายเหมือนลุงคนนั้น ก็ไม่อยากจะนึกต่อว่าจะคิดอะไรกับเราอ่ะ อ่ะจึ๋ยส์ 5555+
- สดๆร้อนๆ ไปงานแรกพบที่มหา'ลัย ก็ไปกับการ์ตูนอ่ะ พอไปถึงรุ่นพี่ให้แยก ชาย-หญิง เค้าหันไปบอกการ์ตูนว่าน้องผู้หญิงเชิญทางนี้เลยครับ แล้วหันมามองหน้าเรา แล้วบอกว่า ส่วนน้องผู้ชายก็ทางนี้เลยครับที่คนน้อยๆน่ะ กำ!! เอาอีกแล้ววว กรูไม่ได้เป็นผู้ชายนะเว้ย พี่เค้าก็เห็นเราขำๆ เค้าก็คงสงสัย เลยมองใหม่ น้ำเสียงพี่แกเหมือนรู้สึกผิดอ่ะ เลยบอก เอ้ย น้อง พี่ขอโทษครับ เอ่อ เชิญทางนี้เลยนะ ^^'' เฮ้อ ทำไปได้ มันเหมือนขนาดนั้นเลยรึไง
- สดๆร้อนๆ อีกเช่นกัน วันที่ 2 ที่ไปรับเพื่อนใหม่ เค้าให้ไปสมัครชมรมที่ตัวเองชอบ ก็เดินลงมาเจอโฟล์คซองชมรมแรก ก็สมัครเลย เพราะชอบที่พวกพี่ชมรมนี้เล่นให้ฟัง เลยอยากอยู่ด้วย เค้าก็ให้จ่ายไป 20 บาท แล้วลงชื่อ นัดมาออดิชั่น แล้วพี่ผู้หญิงไม่ทอมเลยนะเค้าพูดกับเรา แบบว่าเห็นเราเป็นน้องผู้ชายอ่ะ น้องอย่าลืมมาออดิชั่นนะครับ เซ็นชื่อตามนี้เลยครับน้อง เอ่อ กรูเหมือนผู้ชายตรงไหนเนี่ย กำ!!! เฮ้อ เลยเดินออกมาด้วยใจที่คิดว่า เฮ้อ ขนาด มธ. หนักกว่า กน. อีกว่ะ ที่นั่นเราอาจจะดูเหมือนทอม โดนทักว่าเป็นทอม แต่ที่นี่ มันมองกรูเป็นผู้ชายเลยทีเดียว เออกำ^@*# -*- ยังไงๆ เราก็เป็นผู้หญิงอ่ะ แต่ไม่หวานเจี๊ยบ เปรี้ยวจ๊าด เรามันเซอร์ๆๆๆจนเซ่อ เหอะๆๆ ก็นะ มันไม่ค่อยมีหน้าอก เวลาใส่เสื้อผ้ามันก็จะดูเนียนๆไป กำ!! แล้วชอบใส่แบบเสื้อตัวใหญ่กางเกงขาสั้นอ่า ก็เลยโดนทักซะ เหอะๆ แต่เวลาไปเล่าให้เพื่อนสนิทฟัง มันจะหัวเราะแล้วก็บอกว่ามืงเหมือนตรงไหนเนี่ย มองไม่ออกขนาดนั้นเลยเหรอวะ แต่นี่มันเรื่องจริงอ่ะ ก็โดนทักมาแบบนี้จริงๆ เหอะๆ ก็ไม่เข้าใจว่ามันไม่มองไม่ออกกันขนาดนั้น ไม่อยากจะเชื่อว่าหน้าตา+ทรงผมมันจะไปทางนั้น กำ!!
บรรยากาศรับเพื่อนใหม่ที่มหา'ลัย สนุกอ่า ตั้งแต่คืนวันแรกที่มี แสง สี เสียง ให้ดูที่ท่าพระจันทร์ นั่งรถต่อไปรังสิตประมาณ 5 ทุ่ม เพื่อนๆคณะอื่นๆที่ได้รู้จักกัน
เป็นไลน์ มันก็สนุกดีอ่า อิอิ เจอเพื่อนน่ารักๆเยอะทั้งหญิงและชาย แล้ววันที่ 2 ที่มีคอนเสิร์ตให้ดู แม้ตอนที่คอนเสิร์ตเริ่มจะปาเข้าไป ตี4 แล้วก็ตาม แต่พี่ๆ slot กับ flure ก็ทำให้บรรากาศครึกครื้นได้ดี แต่ก็มีคนที่ไม่ไหว หลับกันไปก็มี แล้วก็ตอนเดินกลับหอ ที่เป็นระยะทางอันยาวไกลพอควร ซึ่งตอนนั้นฟ้าเริ่มสาง มีเพื่อนๆในไลน์เดินเคียงข้างกันไปเป็นแถวๆ ต่างคนต่างก็อิดโรย แล้วก็มาบายศรีกันหน้าอินเตอร์โซน ก่อนจะขึ้นหอ อาบน้ำ กว่าจะได้นอนก็ 7 โมงกว่า แต่ก็สนุกดี ได้แลกเปลี่ยน แล้วตอนนี้ มธ. ก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตจนได้ ^_^
25 abril ปลดปล่อย
19 marzo ผ่านพ้น'ทิ้งอดีตไว้ให้เป็นเพียงเงา'
เรื่องราวต่างๆ ผ่านเข้ามาในชีวิต แล้วก็ผ่านออกไป เหมือนสายลม
พัดผ่านตัวเราให้รู้สึกเย็นสบาย แล้วก็พัดผ่านไป บางครั้งสายลมก็เป็นพายุที่พัดกระหน่ำเข้ามาในชีวิต
แต่ไม่ว่าจะเป็นสายลมแบบไหน ทุกคนต่างก็ผ่านมันมาได้
แน่นอนว่าช่วงเวลาที่เราทุกคนมีในตอนนี้ เป็นช่วงเวลาเดียวกัน ทุกคนบนโลกใบนี้ต่างก็ผ่านช่วงเวลาต่างๆไปพร้อมกัน
จะมีก็แต่ผู้ที่สิ้นลมหายใจเท่านั้น ที่ไม่มีโอกาสได้พบกับรุ่งอรุณของวันต่อไป
แปลกใจมั้ยที่เช้าของวันต่อไปยังคงมีดวงอาทิตย์ขึ้นให้เห็นบนฟ้าเหมือนเดิม
และไม่ว่าอารมณ์ไหน ขุนเขา สายน้ำ และบรรยากาศเป็นกันเองของธรรมชาติ ก็ทำให้เราสุขใจได้เสมอ
เรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำให้เราโตขึ้น ประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้
สอนให้เรารู้จักสิ่งต่างๆบนโลกมากขึ้น ใช้ชีวิตที่มีให้ดีที่สุด ยิ่งคุ้มค่าได้ก็ยิ่งดี
2549 ที่ผ่านมา ตั้งแต่ต้นปีที่ยังอยู่ ม.5 กับรุ่นพี่ที่ย้ำเตือนเกี่ยวกับการสอบแอดมิชชั่น
"อ่านหนังสือนะ พี่ยังอ่านไม่ทันเลย แล้วถึงตอนนั้นน้องจะเสียดายเหมือนพวกพี่ที่มาอ่านเอาตอนสอบ"
ไปเรียนเสริมศักยภาพที่ ร.ร. ด้วยความรู้สึกเรื่อยๆ กับเดือนเมษาที่เข้าไปเรียนพิเศษที่ กทม. ยังสนุกอยู่
และเปิดเทอมกับชีวิต ม.6 เต็มรูปแบบที่ ร.ร. กับความรู้สึกเดิมๆ ตามมาด้วยงานแข่งดนตรีครั้งสุดท้ายก่อนจะหยุด
ที่เรียนพิเศษแห่งสุดท้ายในชีวิตเด็ก ม. ปลาย พร้อมกับสิ่งที่ได้มาจากที่แห่งนั้น รู้สึกว่ามันยอดเยี่ยม และไม่มีวันลืม
ใช้ชีวิตที่โรงเรียนเหมือนเดิม ไม่มีความรู้สึกพิเศษใดๆ เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ผ่านกิจกรรมต่างๆมาได้ด้วยไม่ค่อยดีเท่าที่ควร
ปิดเทอมตุลาว่างเปล่า เลือกไปเข้าค่ายแก้เช็ง ได้ความมีชีวิตชีวากลับมาบ้าง ได้ความรู้สึกดีนะ เพื่อนใหม่ที่โน่นแล้วก็ต้องกลับมาอ่านสักที
เปิดเทอมบรรยากาศเป็นใจให้เริ่มต้น รู้สึกว่าเราเปลี่ยนไป สนามสอบตรงที่แรก นิติ มธ.ซึ่งตอนนี้ประกาศผลออกมาก็ไม่ได้ แต่ไม่เสียใจ
ไปสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น สอบทุน ก.พ.ผ่านพ้นมาได้ จากการสอบแต่ละครั้งก็คิดว่าน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ชีวิต ม.ปลาย ที่โรงเรียนก็ดีขึ้น
ปีใหม่เข้ามาทักทาย เพื่อนๆหน้าชื่นตาบาน ต้องขอบใจทุกคน แม้ในวันที่เหนื่อยล้า ก็ยังมีกำลังใจให้กัน และแล้วก็ 2550
หนังสืออ่านไม่ต่อเนื่อง ตามอารมณ์ ลองทำข้อสอบ คะแนนก็ห่วยแตก เครียดจนเลิกหวัง ท้อแท้มาก ได้กำลังใจจากครอบครัวกับเพื่อน
ผลงานชิ้นแรกที่เป็นรูปธรรมในชีวิต ติดทุน ไปสัมภาษณ์ ได้เรียนรู้ เหนือฟ้ายังมีอีกหลายฟ้า ไปใช้ชีวิตให้คุ้ม
หนังสือหนังหายิ่งใกล้สอบยิ่งไม่แตะ นั่งใจลอย ปล่อยเวลาผ่านไป อ่านบ้างตามความสามารถที่จะดึงตัวเองได้
สุดท้ายการสอบที่น่ากลัวก็มาถึง โอเน็ตที่เด็ก ม.6 ทุกคนต้องผ่านพ้นไปด้วยกัน สัปดาห์นึงก่อนสอบ
นั่งเล่นเอ็ม ไม่สนใจ หนังสือมาดูลวกๆ 2 วันสุดท้าย ไปสอบ ผ่านมาได้ก็บุญมากๆ
เสียใจที่ทำสังคมไม่ดีพอ แต่ไม่มีน้ำตา ย่อมรู้ตัวดีในเมื่อเราเลือกเอง
สอบเอเน็ต ถือเป็นสุดยอดของชีวิตเด็ก ม. 6 เราก็เช่นเคย
ไม่ได้อ่านหนังสือ จนเหลือวันเดียวจะสอบแล้ว เพิ่งมาดูลวกๆเช่นเคย
ไม่ใช่เพราะอ่านมาเยอะแล้ว แต่มันก็เคยผ่านตามาบ้าง ถึงอย่างนั้นก็นานมากแล้ว ด้วยใจที่คิดว่าอ่านไปก็ไม่ช่วยแล้ว
ก็ได้แต่นั่งเล่นไปวันๆ เลือกเองอีกเช่นกัน ในขณะที่คนอื่นที่อยากเข้าคณะเดียวกับเรา อ่านอย่างเอาเป็นเอาตาย
ไปสอบ ดีใจเจอเพื่อนเก่าๆ ไปสอบไม่คิดอะไร จนได้เจอข้อสอบอังกฤษ พูดไม่ออก กลับบ้านนั่งเซ็ง ทำอะไรไม่ได้แล้ว
ได้แต่นั่งอ่านภาษาไทย ชะล่าใจต่อไป จนวันรุ่งขึ้นไปนั่งสอบภาษาไทยด้วยใจที่วิตกกังวล จนมาถึงวิชาสุดท้ายในการสอบแอดมิชชั่น
ญี่ปุ่นนั่งสอบห้องแอร์เย็นฉ่ำ ในใจคิดสู้ แต่พอทำไปก็พอจะเดาได้ มันยิ่งเหมือนตอนทำข้อสอบที่บ้าน เหมือนจะทำได้ แต่จริงๆมันแค่ให้
กำลังใจตัวเอง สอบเสร็จรู้สึกโหวงๆ มันว่างเปล่า ทำอะไรก็ไม่ได้ ผ่านไปแล้ว รู้สึกถึงคำพูดที่พี่ๆพร่ำบอก เจอกับตัวเองเข้าแล้วสิน่า
ได้รู้ว่าอะไรก็ช่วยไม่ได้ ถ้าไม่ชนะใจตัวเอง แล้วก็ไม่เคยชนะเลยจริงๆ สมควรแล้ว ตอนนี้ได้แต่นั่งรอผล แล้วก็เข้มแข็งไว้ เพื่อเตรียมตัว
ยอมรับ ไปโน่นไปนี่ แก้เซ็ง เลิกคิดมาก ชีวิตต้องเดินต่อไป ต่อไป และต่อไป จะกลัวอะไรในเมื่อคนผิดหวังก็มีมากมาย
ช่วยไม่ได้ที่เราเลือกให้เป็นแบบนี้ ต้องขอบใจตัวเองที่พยายามฝ่าฟันไป และกำลังใจที่ไม่มีวันจางหาย
ขอบใจที่หลายคนมั่นใจ และต้องขอโทษจริงๆ เมื่อในที่สุดแล้วมันอาจไม่ได้เป็นอย่างที่หลายคนคิดไว้
ขอบใจและขอบคุณที่ยังยืนเป็นเพื่อนและพี่ ข้างๆกันเสมอมา :) ก็นะ ฟ้าหลังฝนมักจะมีอะไรดีๆ รออยู่เสมอ
Thx-Sutee 27 febrero I've gone blind Benjamin ร้องดีนะว่ามั้ย Silly Fools return ได้อย่างสวยงาม ใครอยากไปซื้อเก็บไว้ก็ดีนะ แนะนำเลย อืม..รักเพื่อนๆทุกคนนะ คิดถึงกันบ้างล่ะ :) EJ Kn #77 6/8
I've gone blind -- Silly Fools [mini]
I can't see in front of me.
It's like I have gone blind. My love for you denied. When I can't reach for you. It's like my hands are tied. While I wait for your reply. * Will you ever tell me why? I cry and I'm dying inside. Hear my lonely cry. What will become of me? ** It's like I've gone blind. And both my hands are tied. I've been calling. You know and I've tried and I've tried. It's like I've gone blind. And both my hands are tied. I've been falling. And I need you by my side. I'm lying at your front door. My tears stain the floor. Can't hide this pain inside. This lonely desperation. I cry and cry and cry. Please don't leave, don't leave me behind. Will you ever tell me why? I cry and I'm dying inside. Hear my lonely cry. Why do you run from me? [Repeat **] You let your phone keep ringing. Your last word still stinging. On the edge of never, I am waiting. [Repeat * , ** , **] |
||||
|
|